แนะเจ้าของรถยนต์หันมาใช้เอ็นจีวีแทนน้ำมัน หลังราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น เผยต่อโครงการถึงสิ้นเดือน มิ.ย.ปีหน้า...
วันนี้ (2 ส.ค.) นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ช่วงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำนักงาน คปภ.จึงขอส่งเสริมให้ประชาชนหันมาเติมก๊าซเอ็นจีวีแทนการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล โดยคปภ.ได้สานต่อโครงการพิเศษสนับสนุนรถยนต์ที่ติดตั้งอุปกรณ์เอ็นจีวี โดยผู้ติดตั้งจะได้รับส่วนลดร้อยละ 10 ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 มิ.ย.2553
เลขาธิการคปภ กล่าวต่อว่า สำนักงาน คปภ. ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ สำหรับรถยนต์ที่ให้แก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยให้ส่วนลดร้อยละ 10 ของเบี้ยประกันภัยสุทธิสำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจในทุกประเภท เช่น เบี้ยประกันภัยรถยนต์อยู่ที่ 15,000 บาท หักส่วนลดร้อยละ 10 โดยเบี้ยประกันลดลงถึง 1,500 บาท ซึ่งถือว่าประชาชนได้รับส่วนลดค่อนข้างมากและนำเงินส่วนลดนี้ไปใช้จ่ายด้าน อื่น ๆ ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้นเจ้าของรถทั้งเก่าและใหม่น่าจะพิจารณาหันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีทดแทนการ ใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่ในขณะนี้
นางจันทรา กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ระหว่างวันที่ 2-6 ก.ย. ที่จะถึงนี้ สำนักงาน คปภ.ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัย สมาคมประกันชีวิตไทย และอีกหลายหน่วยงานเตรียมจัดงานสัปดาห์ประกันภัยแห่งชาติ ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี โดยในวันที่ 2 ก.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งในงานจะมีบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันภัยกว่า 90 แห่ง มาให้บริการด้านประกันภัยและประกันชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ และยังได้ร่วมกับกรมการค้าภายในและผู้ผลิตสินค้า ผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่นำสินค้าคุณภาพดีเพื่อการส่งออก มาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงานราคาถูกกว่าท้องตลาดอย่างมาก
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
มหันตภัยป่วนเศรษฐกิจ พิษหวัดใหญ่ 2009 ระบาดทุกภาคส่วน
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำลังเป็นมหันตภัยอีกครั้งของประเทศไทย ที่ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างความหวาดผวาและความกังวลทางจิตใจของผู้คน
เพราะมาตรการของรัฐบาลที่ดูแลคนไทย เหมือนจะไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดของไข้หวัดชนิดใหม่ได้ การผลิตวัคซีนป้องกันในประเทศก็ยังไม่สำเร็จ ส่วนวัคซีนนำเข้าลอตแรกก็ต้องรอ
ไปจนถึงเดือน ธ.ค. ท่ามกลางการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นทุกวัน รัฐบาลทำได้เพียงรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตนเอง
ประกอบกับความสับสนในนโยบาย เช่น โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครสั่งปิดหมด แต่โรงเรียนที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ปิด ร้านเกมหรือร้านอินเตอร์เน็ตรัฐบาลก็ไม่กล้าสั่งปิด ทั้งๆที่เป็นแหล่งที่เด็กมีโอกาสติดเชื้อโดยง่าย
รวมถึงการออกมาให้ข่าวของรัฐบาลทุกๆวันถึงจำนวนคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นและจำนวนของคนตายด้วยโรคนี้ รวมทั้งผลการสำรวจ วิเคราะห์ คาดการณ์ต่างๆ นานา ถึงจำนวนคนติดเชื้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
เพราะมาตรการของรัฐบาลที่ดูแลคนไทย เหมือนจะไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดของไข้หวัดชนิดใหม่ได้ การผลิตวัคซีนป้องกันในประเทศก็ยังไม่สำเร็จ ส่วนวัคซีนนำเข้าลอตแรกก็ต้องรอ
ไปจนถึงเดือน ธ.ค. ท่ามกลางการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นทุกวัน รัฐบาลทำได้เพียงรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตนเอง
ประกอบกับความสับสนในนโยบาย เช่น โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครสั่งปิดหมด แต่โรงเรียนที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ปิด ร้านเกมหรือร้านอินเตอร์เน็ตรัฐบาลก็ไม่กล้าสั่งปิด ทั้งๆที่เป็นแหล่งที่เด็กมีโอกาสติดเชื้อโดยง่าย
รวมถึงการออกมาให้ข่าวของรัฐบาลทุกๆวันถึงจำนวนคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นและจำนวนของคนตายด้วยโรคนี้ รวมทั้งผลการสำรวจ วิเคราะห์ คาดการณ์ต่างๆ นานา ถึงจำนวนคนติดเชื้อที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ไทยประกัน มาดใหม่ คุ้มครองตั้งแต่แบเบาะ
ไทยประกัน นำร่อง แคมเปญ "ก้าวแรก" ให้ความคุ้มครองแม่อายุตั้งแต่ 20-45 ปี และ บุตรตั้งแต่แรกเกิด ซื้อกรมธรรม์ ได้ภายใน 90 วันหลังคลอด ทุนประกันต้องไม่เกินทุนประกันของกรมธรรม์แม่
นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจประกันชีวิตแข่งขันสูง รวมถึงพัฒนาช่องทางการขายใหม่ๆ ผู้ประกอบการต้องมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครบรอบด้าน ในฐานะที่กลุ่มไทยประกันชีวิตถือเป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจด้านประกันภัยและการเงินอย่างครบวงจร จึงคิดค้นรูปแบบสินค้าเพื่อรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในกลุ่มไว้ด้วยกัน หรือ Insurance Convergent
ทั้งนี้ บริษัทนำร่องด้วยแคมเปญก้าวแรก โดยพัฒนากรมธรรม์ "ก้าวแรก" โดยจัดผลิตภัณฑ์ ของบริษัทในกลุ่ม ทั้งประกันวินาศภัยและธนาคาร ให้เข้ากับกรมธรรม์ประกันชีวิต แตกต่างจากบริษัทประกันชีวิตอื่นที่นำกรมธรรม์ไปแฝงไว้กับธนาคาร สำหรับเงื่อนไขของกรมธรรม์ก้าวแรก เป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครอง 15 ปี ชำระเบี้ยประกัน 10 ปี โดยให้ความคุ้มครองแม่อายุตั้งแต่ 20-45 ปี และให้ความคุ้มครองบุตรตั้งแต่แรกเกิด โดยมารดาสามารถซื้อกรมธรรม์ก้าวแรกของบุตรได้ภายใน 90 วันหลังคลอด โดยทุนประกันต้องไม่เกินทุนประกันของกรมธรรม์แม่ และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจประกันชีวิตแข่งขันสูง รวมถึงพัฒนาช่องทางการขายใหม่ๆ ผู้ประกอบการต้องมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครบรอบด้าน ในฐานะที่กลุ่มไทยประกันชีวิตถือเป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจด้านประกันภัยและการเงินอย่างครบวงจร จึงคิดค้นรูปแบบสินค้าเพื่อรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในกลุ่มไว้ด้วยกัน หรือ Insurance Convergent
ทั้งนี้ บริษัทนำร่องด้วยแคมเปญก้าวแรก โดยพัฒนากรมธรรม์ "ก้าวแรก" โดยจัดผลิตภัณฑ์ ของบริษัทในกลุ่ม ทั้งประกันวินาศภัยและธนาคาร ให้เข้ากับกรมธรรม์ประกันชีวิต แตกต่างจากบริษัทประกันชีวิตอื่นที่นำกรมธรรม์ไปแฝงไว้กับธนาคาร สำหรับเงื่อนไขของกรมธรรม์ก้าวแรก เป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครอง 15 ปี ชำระเบี้ยประกัน 10 ปี โดยให้ความคุ้มครองแม่อายุตั้งแต่ 20-45 ปี และให้ความคุ้มครองบุตรตั้งแต่แรกเกิด โดยมารดาสามารถซื้อกรมธรรม์ก้าวแรกของบุตรได้ภายใน 90 วันหลังคลอด โดยทุนประกันต้องไม่เกินทุนประกันของกรมธรรม์แม่ และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
จี้เพิ่มคุ้มครองประกันไข้หวัด
คปภ.แก้ ก.ม.เพิ่มความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยตาม พ.ร.บ. กรณีบาดเจ็บจ่ายเพิ่ม 35,000 บาท ตายจ่าย 2 แสน พร้อมคลอดกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญครั้งแรกในไทย จี้บ.ประกันชีวิตเพิ่มคุ้มครองผู้เอาประกันติดเชื้อหวัด 2009..
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เผยว่า ขณะนี้สำนักงานได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โดยจะเพิ่มความคุ้มครองกรณีบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ เป็น 35,000 บาท เดิม 15,000 บาท ส่วนกรณีเสียชีวิตจะเพิ่มเป็น 200,000 บาท เดิม 100,000 บาท และเพิ่มการจ่ายชดเชยรายวันกรณีเข้ารักษาในโรงพยาบาลเป็นวันละ 200 บาท แต่ไม่เกิน 20 วัน ทั้งนี้ ได้เสนอกระทรวงการคลัง หากเห็นชอบจะเสนอ ครม. จากนั้นจึงจะออกเป็นกฎกระทรวงการคลังเพื่อให้มีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ สำนักงานยังได้ร่วมกับสมาชิกประกันชีวิตไทยออกกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งเป็นกรมธรรม์แบบใหม่และเป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งการจ่ายผลประโยชน์แบบบำนาญมีดังนี้คือ 1. ผลประโยชน์กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงชำระเบี้ยประกันภัยจ่ายผลประโยชน์ไม่สูงมาก เช่น คืนเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้วทั้งหมด และช่วงรับเงินบำนาญจ่ายผลต่างของจำนวนเบี้ยประกันภัยสะสมกับเงินบำนาญรายงวดที่บริษัทประกันชีวิตได้จ่ายไปแล้ว
และ 2.ผลประโยชน์กรณีผู้เอาประกันภัยอยู่รับเงินบำนาญ โดยผู้เอาประกันต้องอายุครบ 55 ปีขึ้นไป จ่ายเงินบำนาญรายงวดจนกระทั่งผู้เอาประกันเสียชีวิตหรือมีอายุครบ 85 ปี และจ่ายผลประโยชน์เป็นรายปีหรือน้อยกว่ารายปี เช่น ราย 3 เดือน เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้เอาประกันสามารถชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปีหรือแบบครั้งเดียว ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186
นอกจากนี้ นางจันทรายังได้เผยถึงการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า สำนักงานพยายามผลักดันให้บริษัทประกันชีวิตเพิ่มความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้มากขึ้นโดยไม่คิดเบี้ยประกันเพิ่ม โดยได้ขอความร่วมมือให้บริษัทประกันชีวิตที่มีกรมธรรม์แนบท้ายประกันสุขภาพ (พีเอ) เพิ่มค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้เอาประกันที่ได้รับเชื้อและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็น 2 เท่าของอัตราปกติและเพิ่มค่าชดเชยรายวันเป็น 2 เท่าของอัตราปกติเช่นกัน แต่ไม่เกินรายละ 10,000 บาท ส่วนในกรณีเสียชีวิตบริษัทจะจ่ายเป็นกรณีพิเศษอีก 50% ของทุนเอาประกัน หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือ 2 ล้านบาทแล้วแต่กรณี ทั้งหมดนี้จะมีระยะเวลาการคุ้มครองตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ย.นี้ ซึ่งขณะนี้มีบริษัทประกันชีวิต 3 แห่งที่ให้ความร่วมมือจากจำนวนบริษัทประกันชีวิตในไทยทั้งหมด 25 แห่ง
นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูล ณ 12 มิ.ย.ถึงปัจจุบัน มีผู้ถือกรมธรรม์ได้รับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั้งสิ้น 2,234 ราย จากจำนวนบริษัทประกันชีวิต 17 บริษัท ในจำนวนนี้มี 11 บริษัทที่มีผู้ถือกรมธรรม์ได้ทำการเคลม และเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล 2,231 ราย วงเงิน 35.7 ล้านบาท จ่ายค่าชดเชยรายได้ 210 ราย คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นเม็ดเงินสินไหม 2.7 ล้านบาท.
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เผยว่า ขณะนี้สำนักงานได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โดยจะเพิ่มความคุ้มครองกรณีบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ เป็น 35,000 บาท เดิม 15,000 บาท ส่วนกรณีเสียชีวิตจะเพิ่มเป็น 200,000 บาท เดิม 100,000 บาท และเพิ่มการจ่ายชดเชยรายวันกรณีเข้ารักษาในโรงพยาบาลเป็นวันละ 200 บาท แต่ไม่เกิน 20 วัน ทั้งนี้ ได้เสนอกระทรวงการคลัง หากเห็นชอบจะเสนอ ครม. จากนั้นจึงจะออกเป็นกฎกระทรวงการคลังเพื่อให้มีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ สำนักงานยังได้ร่วมกับสมาชิกประกันชีวิตไทยออกกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งเป็นกรมธรรม์แบบใหม่และเป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งการจ่ายผลประโยชน์แบบบำนาญมีดังนี้คือ 1. ผลประโยชน์กรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงชำระเบี้ยประกันภัยจ่ายผลประโยชน์ไม่สูงมาก เช่น คืนเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้วทั้งหมด และช่วงรับเงินบำนาญจ่ายผลต่างของจำนวนเบี้ยประกันภัยสะสมกับเงินบำนาญรายงวดที่บริษัทประกันชีวิตได้จ่ายไปแล้ว
และ 2.ผลประโยชน์กรณีผู้เอาประกันภัยอยู่รับเงินบำนาญ โดยผู้เอาประกันต้องอายุครบ 55 ปีขึ้นไป จ่ายเงินบำนาญรายงวดจนกระทั่งผู้เอาประกันเสียชีวิตหรือมีอายุครบ 85 ปี และจ่ายผลประโยชน์เป็นรายปีหรือน้อยกว่ารายปี เช่น ราย 3 เดือน เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้เอาประกันสามารถชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปีหรือแบบครั้งเดียว ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนประกันภัย 1186
นอกจากนี้ นางจันทรายังได้เผยถึงการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า สำนักงานพยายามผลักดันให้บริษัทประกันชีวิตเพิ่มความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้มากขึ้นโดยไม่คิดเบี้ยประกันเพิ่ม โดยได้ขอความร่วมมือให้บริษัทประกันชีวิตที่มีกรมธรรม์แนบท้ายประกันสุขภาพ (พีเอ) เพิ่มค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้เอาประกันที่ได้รับเชื้อและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็น 2 เท่าของอัตราปกติและเพิ่มค่าชดเชยรายวันเป็น 2 เท่าของอัตราปกติเช่นกัน แต่ไม่เกินรายละ 10,000 บาท ส่วนในกรณีเสียชีวิตบริษัทจะจ่ายเป็นกรณีพิเศษอีก 50% ของทุนเอาประกัน หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือ 2 ล้านบาทแล้วแต่กรณี ทั้งหมดนี้จะมีระยะเวลาการคุ้มครองตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ย.นี้ ซึ่งขณะนี้มีบริษัทประกันชีวิต 3 แห่งที่ให้ความร่วมมือจากจำนวนบริษัทประกันชีวิตในไทยทั้งหมด 25 แห่ง
นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูล ณ 12 มิ.ย.ถึงปัจจุบัน มีผู้ถือกรมธรรม์ได้รับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั้งสิ้น 2,234 ราย จากจำนวนบริษัทประกันชีวิต 17 บริษัท ในจำนวนนี้มี 11 บริษัทที่มีผู้ถือกรมธรรม์ได้ทำการเคลม และเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล 2,231 ราย วงเงิน 35.7 ล้านบาท จ่ายค่าชดเชยรายได้ 210 ราย คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นเม็ดเงินสินไหม 2.7 ล้านบาท.
วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ไทยประกันชีวิตปั๊มยอดทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น
บริษัทไทยประกันชีวิต เผยผลประกอบการช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) รายงานโดยสมาคมประกันชีวิตไทยว่า บริษัทยังคงครองความเป็นบริษัทอันดับ 2 ทั้งในแง่ของเบี้ยประกันรับและส่วนแบ่งการตลาด..
นายอภิรักษ์ ไทพัฒนกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยประกันชีวิตจำกัด เปิดเผยถึงผลประกอบการช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ซึ่งรายงานโดยสมาคมประกันชีวิตไทยว่า บริษัทยังคงครองความเป็นบริษัทอันดับ 2 ทั้งในแง่ของเบี้ยประกันรับและส่วนแบ่งการตลาด โดยมีเบี้ยประกันรับที่เกิดจากธุรกิจใหม่ 3,920 ล้านบาท เติบโต 34% เบี้ยประกันรับรวม 13,236 ล้านบาท เติบโต 16% และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 13.8%
ทั้งนี้ มั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะมีเบี้ยประกันรับรวมทะลุ 30,000 ล้านบาท และยังคงเป็นบริษัทที่มีเบี้ยประกันรับสูงเป็นอันดับ 2 ปัจจุบันเบี้ยประกันรับรวมของบริษัททิ้งห่างจากอันดับ 3 อยู่ 40% ดังนั้นภายในระยะเวลาอันใกล้นี้การที่บริษัทอันดับ 3 จะแซงขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นด้านเบี้ยประกันรับหรือส่วนแบ่งการตลาด คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะไทยประกันชีวิตก็ต้องมียุทธวิธีที่จะก้าวหนีออกไปเช่นกัน
และในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมที่จะพัฒนากรมธรรม์ใหม่เพื่อแข่งขันในตลาด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหลายบริษัทก็มีอัตราเติบโตที่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายช่องทางการขายผ่านธนาคาร หรือแบงก์แอสชัวรันส์ที่เป็นการทำตลาดตรง
นายอภิรักษ์ ไทพัฒนกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยประกันชีวิตจำกัด เปิดเผยถึงผลประกอบการช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ซึ่งรายงานโดยสมาคมประกันชีวิตไทยว่า บริษัทยังคงครองความเป็นบริษัทอันดับ 2 ทั้งในแง่ของเบี้ยประกันรับและส่วนแบ่งการตลาด โดยมีเบี้ยประกันรับที่เกิดจากธุรกิจใหม่ 3,920 ล้านบาท เติบโต 34% เบี้ยประกันรับรวม 13,236 ล้านบาท เติบโต 16% และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 13.8%
ทั้งนี้ มั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะมีเบี้ยประกันรับรวมทะลุ 30,000 ล้านบาท และยังคงเป็นบริษัทที่มีเบี้ยประกันรับสูงเป็นอันดับ 2 ปัจจุบันเบี้ยประกันรับรวมของบริษัททิ้งห่างจากอันดับ 3 อยู่ 40% ดังนั้นภายในระยะเวลาอันใกล้นี้การที่บริษัทอันดับ 3 จะแซงขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นด้านเบี้ยประกันรับหรือส่วนแบ่งการตลาด คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะไทยประกันชีวิตก็ต้องมียุทธวิธีที่จะก้าวหนีออกไปเช่นกัน
และในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมที่จะพัฒนากรมธรรม์ใหม่เพื่อแข่งขันในตลาด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหลายบริษัทก็มีอัตราเติบโตที่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายช่องทางการขายผ่านธนาคาร หรือแบงก์แอสชัวรันส์ที่เป็นการทำตลาดตรง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)